ประกันชีวิต



ศูนย์ประสานงาน TQM ทั่วประเทศ

คำถาม-คำตอบ

ถาม :

การประกันชีวิตคืออะไร

ตอบ :
การประกันชีวิตคือ การสร้างหลักประกันให้แก่บุคคลที่อยู่ในอุปการะของเราและแก่ตัวเราเอง เพราะเมื่อบริษัทได้รับใบคำขอทำประกันชีวิตและเบี้ยประกันของผู้เอาประกันแล้ว และถ้าบริษัทตกลงรับประกันชีวิต บริษัทจะออกกรมธรรม์ให้  ซึ่งถือเป็นสัญญาที่บริษัทประกันสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้กับผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์นั้น  อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ซื้อประกันชีวิตเพราะคนเราต้องเสียชีวิตเพียงอย่างเดียวแต่วัตถุประสงค์หลักของการซื้อประกันชีวิตก็เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้รายได้ของเราสูญสิ้นไปต่างหาก โดยเฉพาะในยามที่คนเราเสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร และหากยังมีชีวิตอยู่ เมื่อพ้นระยะเวลาที่สามารถทำงานได้ ก็ยังได้รับความคุ้มครองด้วยเช่นกัน ดังนั้นการประกันชีวิตจึงเป็นวิธีที่สามารถทำให้มีเงินสำรองในยามฉุกเฉินไม่ว่าจะเกิดจากความเป็นหรือความตายก็ตาม

ถาม :
เบี้ยสัญญาเพิ่มเติมประเภทใดที่เบี้ยประกันต้องเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ ?
ตอบ :
เบี้ยประกันภัยส่วนที่เป็นเบี้ยประกันภัยของสัญญาประกันชีวิตจะมีจำนวนคงที่ตลอดอายุสัญญา ส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติม เช่น การประกันภัยโรคร้ายแรง การประกันภัยสุขภาพการประกันภัยผู้ป่วยนอก การประกันภัยผู้ป่วยใน ซึ่งจะมีการปรับเบี้ยประกันภัยตามช่วงอายุของผู้เอาประกันภัย

ถาม :
การประกันชีวิตมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ :
1. ช่วยสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ผู้เอาประกันภัยและครอบครัว เช่น หากผู้นำครอบครัวทำประกันชีวิตไว้แล้วเกิดเสียชีวิตก่อนวัยอันควร  เงินประกันชีวิตที่ได้รับจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้ระยะหนึ่ง หรือหากทำประกันชีวิตเพื่อการศึกษาของลูกไว้ ลูกก็จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้ต่อไป เป็นต้น

2. ช่วยให้เกิดการออมทรัพย์อย่างมีวินัยและต่อเนื่อง เพราะการประกันชีวิตเป็นสัญญาระยะยาวและผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวด บางรูปแบบของการประกันชีวิตจะมีส่วนของการออมทรัพย์อยู่ด้วย แต่จะไม่เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร เนื่องจากการทำประกันชีวิตเป็นการซื้อความคุ้มครองเป็นหลัก ดังนั้น หากมีการยกเลิกกรมธรรม์ในปีใดก็ตามระหว่างอายุสัญญาเงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนจะไม่เท่ากับจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยที่จ่ายให้บริษัทเพราะส่วนหนึ่งต้องจ่ายเป็นค่าซื้อความคุ้มครอง ส่วนดีก็คือ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินผลประโยชน์ตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งมากกว่า จำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายบริษัทไปแล้ว

3. การประกันชีวิตเป็นการระดมเงินทุนในรูปของเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งบริษัทสามารถนำไปลงทุนประกอบธุรกิจอื่นได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน  การจ้างงาน ฯลฯ  และนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ นอกจากนั้นผู้เอาประกันภัยยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิต สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัยไม่ต่ำกว่า 10 ปี ไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ไม่เกิน 50,000.- บาท

 

ถาม :
การประกันชีวิตแตกต่างกับการฝากเงินไว้กับธนาคารอย่างไร
ตอบ :
1. + การฝากเงินไว้กับธนาคาร  ถ้าผู้ฝากเงินเสียชีวิตทายาทก็จะได้รับเงินฝากพร้อมดอกเบี้ย 
    + ส่วนการทำประกันชีวิต ถ้าผู้ทำประกันชีวิตเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไข ถึงแม้ชำระเบี้ยประกันมาเพียงงวดเดียวผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเบี้ยประกันที่ชำระไปแล้ว \

2.  + การฝากเงินกับธนาคาร จะฝากเมื่อใดก็ได้ตามที่ท่านต้องการ
    + ส่วนการทำประกันชีวิต ท่านจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามงวดการชำระเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ไม่เช่นนั้นกรมธรรม์ของท่านจะสิ้นผลบังคับ

3.  + การฝากเงินกับธนาคาร ท่านสามารถถอนเงินหรือปิดบัญชีเมื่อใดก็ได้ ท่านก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย(ถ้ามี)
     + ส่วนการทำประกันชีวิต เมื่อท่านต้องการยกเลิกสัญญาประกันชีวิต ท่านจะไม่ได้รับเงินที่ท่านชำระเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน  โดยในปีแรกถ้าท่านยกเลิกสัญญาท่านจะไม่ได้รับเงินคืนเลย แต่เมื่อกรมธรรม์มีอายุครบ 2 ปีขึ้นไป จึงจะมีเงินเหลือคืนให้ แต่จำนวนเงินที่ได้คืนนี้จะน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่ได้ชำระไปแล้ว เมื่อปีต่อ ๆ ไปเงินจำนวนนี้จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกรมธรรม์ครบกำหนดก็จะได้เท่ากับจำนวนเงินเอาประกันภัยหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญาของการประกันแต่ละแบบ

ถาม :
ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่าไร และใช้หลักเกณฑ์อย่างไร
ตอบ :
ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปในปีภาษี สำหรับประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ไปหักลดหย่อนหลังจากที่ได้หักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ สามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้ บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้ และให้หักค่าลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่ายไป โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
1.  ต้องเป็นเบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้
2.  จำนวนเงินที่สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ คือตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000.- บาท
3.  กรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นต้องมีระยะเวลาเอาประกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไป
4.  ต้องเอาประกันชีวิตไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
+ ในกรณีที่สามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภรรยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันภัยที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีภรรยานั้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น
+ อนึ่ง เคยมีผู้สอบถามมาหลายรายว่า ทำไมผู้มีเงินได้เอาประกันชีวิตบุตร ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถือว่าผู้มีเงินได้เป็นผู้เอาประกันภัย และบุตรเป็นผู้ที่ถูกเอาประกันชีวิตไว้ ในกรณีเช่นนี้ทำไมจึงไม่สามารถนำเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไปสำหรับการประกันชีวิตของบุตรนั้นไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้  ขอแจ้งให้ทราบว่าการที่จะนำเอาเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนได้ต้องเป็นเบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปในภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้หรือสามีหรือภรรยาของผู้มีเงินได้ จึงไม่รวมถึงการประกันชีวิตของบุตร

ถาม :
ผู้เอาประกันภัยขอทราบเงื่อนไขกรมธรรม์ที่สามารถใช้สิทธิต่ออายุกรมธรรม์แบบเปลี่ยนวันเริ่มทำสัญญาใหม่(แบบพิเศษ)

ตอบ :
มีเงื่อนไขดังนี้
1.  กรมธรรม์ขาดอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ปี
2.  เมื่อคำนวณวันเริ่มคุ้มครองใหม่อายุผู้เอาประกันภัยต้องเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น
3.  ยังไม่เคยต่ออายุกรมธรรม์มาก่อน
4.  กรมธรรม์ยังไม่มีมูลค่าเงินสด และยังไม่เกิดสิทธิการรับเงินตามเงื่อนไข
5.  ไม่ใช่ การประกันแบบราชพฤกษ์
6.  ไม่ใช่ กรมธรรม์ที่มีสถานะ RPU(มูลค่าใช้เงินสำเร็จ),ETI(มูลค่าขยายเวลา) หรือขาดอายุเนื่องจากนำมูลค่าเวนคืนชำระเบี้ยประกันแทนจนหมดมูลค่า

ถาม :
ทำไมคนเราต้องทำประกันชีวิต ?
ตอบ :
เหตุที่คนเราต้องทำประกันชีวิต เนื่องจากคนทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจังคือความไม่เที่ยง เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อใด คนเราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้มีความกลัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ กลัวตาย และอีกอย่างหนึ่งที่คนเราที่เกิดในโลกนี้จะต้องประสบกัน สิ่งนั้นคือ ความรัก รักสามี รักภรรยา รักบิดามารดา รักบุตร และเราเคยได้ยินสุภาษิตว่า “ถ้าจะตาย ขอให้ตายตาหลับ” กล่าวคือตายแบบหมดกังวลกับคนที่เรารักนั่นเอง นอกจากห่วงคนที่เรารักแล้ว เราต้องห่วงตัวเราเองด้วย
 ความกลัวตายมี 2 อย่าง คือ กลัวว่าจะต้องตายเร็วเกินไป ภรรยาและบุตรที่อยู่ในอุปการะจะเดือดร้อนเพราะยังจะต้องกินต้องใช้  แต่เมื่อเราตายไปรายได้ของเราก็หายไปพร้อมกับความตายนั้น
 อีกอย่างหนึ่งคือ ตายช้าเกินไปตัวเองจะเดือดร้อนเพราะเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ย่อมหมดความสามารถในการหารายได้ บางครั้งยังไม่ทันถึงวัยชราต้องตกเป็นบุคคลทุพพลภาพไม่สามารถหารายได้อีกต่อไป แต่เมื่อยังไม่ตายก็ยังต้องกินต้องใช้ ถ้าเราห่วงคนที่เรารักเกรงว่าหากตายเร็วเกินไป ภรรยาและบุตรจะเดือดร้อน ก็ซื้อประกันชีวิตแบบที่บริษัทจะจ่ายผลประโยชน์ให้กับภรรยาและบุตรของเรา เมื่อเราเสียชีวิตลง ถ้าห่วงตัวเราเองเกรงว่าจะตายช้าเกินไปก็ซื้อประกันชีวิตแบบที่บริษัทจ่ายผลประโยชน์ให้ตัวเราเองเมื่อเกษียณอายุงาน และถ้าห่วงทั้ง 2 อย่าง ก็ซื้อประกันชีวิตโดยเอาผลทั้งสองมารวมกัน คือถ้าตายภายในระยะเวลาของสัญญาก็จ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ถ้าอยู่ครบสัญญาก็จ่ายให้กับตัวเราเอง  ที่กล่าวมาข้างต้นคงตอบได้ว่าความกลัวและความรักนั่นเองที่ทำให้คนเราต้องซื้อความคุ้มครองจากการประกันชีวิต

ถาม :
มีเงื่อนไขอย่างไร ? เมื่อต้องการเปลี่ยนแบบกรมธรรม์
ตอบ :
เงื่อนไขการเปลี่ยนแบบกรมธรรม์มีดังนี้

1.  แบบประกันที่จะขอเปลี่ยนใหม่จะต้องเป็นแบบประกันที่บริษัทเปิดขายอยู่ ณ วันที่เริ่มสัญญาประกันภัยและยังคงให้ขายได้ ณ วันที่ขอเปลี่ยนแบบ
2.  แบบประกันใหม่ที่ขอเปลี่ยน เบี้ยประกันสัญญาหลักใหม่ต้องสูงกว่าเบี้ยประกันสัญญาหลักเดิม
3.  อายุกรมธรรม์  ณ วันที่ขอเปลี่ยนแบบประกันไม่เกิน 1 ปี
4.  ใช้สิทธิได้ในวันครบรอบการชำระเบี้ยประกันภัย
5.  กรมธรรม์แบบชำระเบี้ยครั้งเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแบบการประกันภัยได้

ถาม :
เราควรทำประกันชีวิตจำนวนเท่าไหร่?
ตอบ :
ก่อนอื่นต้องตอบจุดประสงค์ของการทำประกันชีวิตของท่านให้ได้ก่อน โดยปกติท่านจะต้องพิจารณาอยู่ 3 ประเด็น

-       ถ้าท่านต้องการให้การที่จะมีเงินจำนวนหนึ่งในอนาคตที่ท่านได้ใช้อย่างสบายในยามชรา เช่นต้องมีเงิน 2 ล้านบาทที่จะใช้จ่ายหลังเกษียณ ดังนั้นท่านต้องเลือกแบบประกันที่มีเงินออมให้ท่านได้เท่ากับ 2 ล้านบาทในอนาคต

-       หรือว่าท่านคิดว่าจำนวนเงินที่ท่านสามารถชำระเบี้ยประกันได้โดยสอดคล้องกับรายรับของท่าน

ถาม :
ถ้าชำระเบี้ยมาได้ระยะหนึ่งแล้วแต่ยังชำระไม่หมด และมีปัญหาทางการเงินไม่สมารถชำระได้ต้องทำอย่างไร?

ตอบ :
ท่านมีทางเลือกหลายทางที่จะผ่อนคลายปัญหาทางการเงินของท่านได้ โดยเลือกลำดับก่อนหลังดังนี้

-       เปลี่ยนระยะเวลากำหนดชำระเบี้ยประกันเป็นราย 3 เดือน หรือ 6 เดือน

-       ขอชำระเบี้ยประกันด้วยเงินปันผลที่สะสมไว้ในกรมธรรม์

-       กู้ยืมเงินจากกรมธรรม์ทั้งหมด หรือบางส่วนของมูลค่าเงินสด เพื่อนำมาชำระเบี้ยประกัน

-       ตัดสัญญาเพิ่มเติมบางรายการเพื่อลดจำนวนเบี้ยประกันลง

-       ลดทุนประกันเพื่อลดจำนวนเบี้ยประกันที่ต้องชำระ (การลดทุนประกันมีผลทำให้ความคุ้มครองนั้นน้อยลงไปด้วย)

-       เปลี่ยนแบบประกันให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระเบี้ย

           เมื่อท่านประสบปัญหาทางการเงิน ทางออกโดยการละทิ้งกรมธรรม์หรือหายไปเฉยๆนั้นไม่ใช่ทางออกที่ดีเพราะการละทิ้งกรมธรรม์ นอกจากจะทำให้ความคุ้มครองจากกรมธรรม์ของท่านสิ้นสุดลงแล้วยัง ทำให้ท่านสูญเสียเบี้ยประกันส่วนหนึ่งที่ได้ชำระไปแล้ว ซึ่งหากในอนาคตท่านต้องการซื้อกรมธรรม์ฉบับใหม่ อัตราค่าเบี้ยประกันจะสูงขึ้นเนื่องจากอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากอายุที่มากขึ้นอาจถูกเพิ่มค่าเบี้ยประกันหรืออาจถูกปฏิเสธการทำประกันชีวิตได้